เป็นบทความจากพี่สาวผมเอง ให้ไว้เพื่อเป็นอุทาหรณ์สำหรับเจ้าของสัตว์เลี้ยงทุกท่านครับ.
……………………………………………………………………………………………………
การจากไปของโมโม่
3 สิงหาคม 2551
วันนี้ตอนบ่ายๆ มีพนักงานขายเครื่องกรองน้ำเข้ามาขอสาธิตสินค้าให้ดู พ่อเรียกฉันให้ไปต้อนรับแทน เพราะแกกำลังง่วนอยู่การปรับปรุงรั้วบ้าน ฉันบอกพ่อว่าไม่ต้องหรอก แต่ด้วยความที่พ่อเป็นคนใจดีไม่ซื้อไม่เป็นไร ขอให้เขาได้มีการสาธิตให้ลูกค้า เพื่ออย่างน้อยเขาจะได้มีผลงานไปแจ้ง ทางบริษัท ฉันดึงตัวเองขึ้นจากโซฟาในสภาพงัวเงียแกมรำคาญว่า ทำไมฉันต้องมาฟังพรีเซนต์ กันในวันหยุดพักผ่อนแบบนี้ด้วย
ฉันก็เกรงใจพ่อจึงเออออรับฟัง คิดเสียว่าจะได้เพิ่มความรู้เกี่ยวกับเครื่องกรองน้ำบ้างก็ดี พนักงานมีอยู่ 2 คน คนหนึ่งเป็นลีดเดอร์ทำหน้าที่สาธิตพร้อมบรรยายรายละเอียดทั้งหมด อีกคนเป็นผู้ช่วยทำหน้าที่ตระเตรียมอุปกรณ์ การสาธิตแบ่งออกเป็น 2 ช่วง
ช่วงแรก เป็นการเกริ่นนำเพื่อโน้มน้าวว่าทำไมจึงต้องกรองน้ำ น้ำประปามันไม่ดีตรงไหน อุปกรณ์ที่ใช้ก็คือแก้วใบจิ๋ว พนักงานขายเติมน้ำจากก๊อกบ้านฉันจนค่อนแก้ว แล้วบอกว่าในน้ำประปามีคลอรีน แต่เพื่อให้การสาธิตมีความชัดเจนยิ่งขึ้น เขาหยดคลอรีนลงไปสองสามหยด เพื่อเพิ่มความเข้มข้น แล้วลองให้ฉันดม (ฉันไม่ต้องดมก็พอรู้ว่ามันก็เหมือนที่สระว่ายน้ำนั่นแหล่ะ) จากนั้นเขาก็หยดสารเคมีอีกตัวหนึ่ง (จำชื่อไม่ได้) ลงไปอีกหนึ่งหยด สารตัวนี้ไปทำปฏิกิริยากับคลอรีนแล้วกลายเป็นสีเหลืองอ่อน เขาบอกว่าเพื่อให้เราสามารถมองเห็นคลอรีนได้ซึ่งปรกติจะไม่มีสี
จาก นั้นจึงนำใบผักกาดมาฉีกเป็นฝอยแล้วใส่ในแก้วใบนั้น ใส่ใบมะยมของบ้านฉันลงไปอีกหน่อย คนๆ ซักพักน้ำในแก้วก็เปลี่ยนเป็นสีขาว พนักงานจึงสรุปผลการทดลองนี้ว่า ผักที่เราเอาล้างน้ำประปานั้นมันดูดซับสาร คลอรีนเอาไว้ทั้งหมด ฟังดูแล้วรู้สึกว่ามันช่างน่าเชื่อถือ ใครเห็นก็คงไม่กล้ากินผักที่ผ่านการล้างด้วยน้ำประปาเป็นแน่
ช่วงที่สอง เป็นการแนะนำตัวผลิตภัณฑ์ หลังจากที่โน้มน้าวใจคนฟังด้วยการสาธิตการล้างผักสำเร็จแล้ว ผลิตภัณฑ์ตัวนี้ฉันเองก็ยอมรับเลยว่ามันดีสุดยอดจริงๆ ผู้ผลิตในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ มีประสบการณ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์มานานกว่า 80 ปี มีทั้งการกรองน้ำแบบเอาท์ดอร์แบบพกพาเพื่อใช้ในการทหาร มีแหล่งข้อมูลเว็บไซต์เพื่อตรวจสอบได้ ฉันขอข้อมูลนามบัตรไว้เป็นพิธีเป็นการจบ
หลังจากนั้นตอนเย็นฉันขับรถ กลับไปชลบุรีเพราะต้องทำมาหากินเลี้ยงปากท้องที่นี่ เวลาประมาณทุ่มเศษฉันนั่งกินข้าวอยู่พลันก็คิดถึงโมโม่ขึ้นมา พลางคิดติดตลกว่าอายุมันก็ 5 ปีแล้ว มาเกือบครึ่งทางหมาแล้วแต่ว่าที่เจ้าสาวมันยังเด็กแค่ 8 เดือนเอง มันจะมีแรงรอไหวเร้อ… ซักพักพ่อก็โทรเข้ามาแล้วบอกว่า…
โมโม่ตายแล้ว!!!
โมโม่ตายแบบน้ำลายฟูมปากอยู่ที่ที่นอนประจำของมัน ฉันอึ้งแบบไม่นึกว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องจริง นี่ฉันฝันไปใช่ไหม
ฉันทบทวนหาสาเหตุของการตายแบบนี้ ว่ามันต้องมาจากเรื่องอาหารการกินแน่นอน แต่มันไปกินอะไรเข้าไปล่ะ ข้าวปลาก็ยังไม่ได้กิน วันนี้ทั้งวันมันยังไม่ได้ออกไปไหนมาเลย ทันใดนั้นฉันก็นึกเห็นภาพเศษใบกระหล่ำ ที่พนักงานขายเททิ้งไว้ใต้ต้นไม้ริมรั้ว ตอนนั้นฉันงัวเงียไม่ได้ใส่ใจมันซักเท่าไหร่
ฉันให้แม่ลองไปดู ที่ใต้ไม้นั้นก็ไม่เห็นใบกระหล่ำเหลืออยู่แล้ว มีแต่ใบมะยมนิดหน่อย ฉันคิดว่าโมโม่ต้องไปกินใบกระหล่ำนั่นเข้าให้แน่ มันชอบกินผักมาตั้งแต่เด็ก ฉันบอกให้แม่เก็บหลักฐานไว้เป็นตัวอย่างเพื่อตรวจหาสาเหตุการกาย แต่แม่แกหยิบไปทิ้งถังขยะไปแล้ว และก็บอกว่ายังงัยๆ มันก็ตายไปแล้ว
ฉันเสียใจที่ฉันไม่ได้กลับไปบ้านไปดูใจโมโม่ได้
ถ้ามันถูก แล้วทางพนักงานขาย หรือบริษัทเขาจะมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบไหม
โมโม่มันก็แค่หมาตัวหนึ่งในสายตาของคนทั่วๆ ไป แต่มันคือลูกรักของฉัน หลานรักของปู่ย่า (พ่อแม่ฉัน)
เขาเองก็เป็นเพียงพนักงานขายเครื่องกรองน้ำ ที่ขาดความรับผิดชอบเรื่องการทิ้งขยะ โดยเฉพาะขยะสารพิษ
ถ้าฉันไม่ให้พนักงานขายเข้ามาในบ้าน โมโม่ก็คงไม่ตาย
ถ้าฉันฉุกคิดว่าผักนั้นมันอันตรายแล้วเก็บไปทิ้งซะ โมโม่ก็คงไม่ตาย
การ ทิ้งขยะไม่เป็นที่เป็นทาง เป็นจิตสำนึกพื้นฐานที่บ้านเรายังขาดกันมาก ไม่เพียงแต่ชาวบ้านตาสีตาสา คนขับรถเก๋งคันหรู ไขกระจกทิ้งขยะออกมานอกหน้าต่างก็ยังมีให้เห็นจนชินตา เรื่องง่ายๆ แบบนี้ยังทำไม่ได้คงไม่ต้องคิดไปไกลถึงการพัฒนาประเทศด้านอื่นๆ
เรื่องง่ายๆ แค่นี้กลับทำให้เกิดเรื่องราวน่าเสียใจครั้งนี้
ฉันด่วนสรุปสาเหตุการตายเกินไปไหม ฉันควรทำอย่างไรดี หรือฉันคงได้แต่เขียนเรื่องราวนี้ไว้ให้เป็นอุทาหรณ์


คู่หมั้นของโมโม่ : http://miijang.hi5.com/

No Comment Received
Leave A Reply